Casterbook

รีวิว หนังสือ นิยาย นิทาน ฯลฯ

Casterbook ความรู้ รีวิวหนังสือ จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา

รีวิวหนังสือ จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา


รีวิวหนังสือ จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา

 

จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา เป็นหนังสือที่เขียนโดย ฮิเดโกะ ฮามาดะ เรียบเรียงและแปลเป็นภาษาไทยโดย อาคิรา รัตนาภิรัต หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนในการที่จะแสดงให้เห็นว่าทำไมการทุ่มเททำงานหนักเพียงอย่างเดียวไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ เราทุกคนอาจมีอาชีพและหน้าทีที่แตกต่างกันไป แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียน ฮิเดโกะ ฮามาดะที่เคยไปอบรมบุคลกรขององค์กร หน่วยงานต่างๆ และเขาก็ได้รวบรวมสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าต้องการจากลูกน้อง เขาพบว่าความต้องการของหัวหน้าเหล่านั้นมีสิ่งที่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทำงานในด้านไหนก็ตาม จนนำมาสู่หนังสือเล่มนี้ขึ้น

เจ้านายต้องการอะไรจากเรากันแน่ ถือเป็นคำถามที่อยู่ในใจของลูกน้องแทบทุกคนหลังจากทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าถาม หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมคำตอบของคำถามที่ว่านั่นให้แล้ว เพราะการทำงานเราต้องเติบโตและเก่งขึ้นได้ด้วยตัวเอง เราจะสามารถช่วยแก้ปัญหาของการทำงาน ควบคุมสถานการณ์ความยุ่งยากให้ดีขึ้น เพื่อให้ความรู้ความสามารถและความทุ่มเทที่ตั้งใจทำงานของเราไม่สูญแปล่า

Advertisement

Advertisement

นอกจากนี้ปัญหาของการทำงานที่มากกว่าตัวเนื้องานก็คือปัญหาของคน ด้วยความแตกต่างของอำนาจหน้าที่ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ความรู้ ประสบการณ์ ความไม่เข้าใจกันส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นค่อยๆกัดกร่อนเกิดเป็นความอึดอัดและขัดแย้งภายในหน่วยงาน กระทบถึงความสัมพันธ์ไปทีละน้อยจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าไปได้ยาก

หน้าปกหนังสือ จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเจตนาจะให้คนเป็นลูกน้องต้องเข้าใจหัวหน้าแต่เพียงฝ่ายเดียว คนเป็นหัวหน้าถ้าได้ศึกษาเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ด้วยก็จะทำให้เกิดเห็นใจเขาใจเราได้ง่ายขึ้น แต่ถึงกระนั้นคนเป็นหัวหน้าก็เรื่องที่ต้องรับผิดชอบและมีปริมาณของงานมาก หากไม่รอบคอบพอ เกิดความผิดพลาด ความเสียหายขึ้น หัวหน้าก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับลูกน้อง

Advertisement

Advertisement

นั่นคือสาเหตุที่ลูกน้องต้องเป็นฝ่ายตั้งรับกับสถานการณืในที่ทำงานที่อาจกำลังจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพในการทำงานของตนเอง (มองโลกในแง่ดีไว้ก่อน) เผื่อภาคภายหน้าเราได้เป็นผู้นำในองค์กรบ้าง เราก็จะเข้าใจความรู้สึกของลูกน้อง และอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น แม้กาลเวลาอาจเปลี่ยนไปทำให้คนแต่ละรุ่นมีแนวคิด ความต้องการที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเดียวกันกับเราก็ตาม

หนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 บท

บทที่ 1 Hou Ren Sou เพื่อให้ได้รับการมอบหมายงานด้วยความไว้วางใจ

บทที่ 2 พลังจากการวางตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในฐานะบุคลากรคนหนึ่ง

Advertisement

Advertisement

บทที่ 3 พลังในการทำงาน เพื่อผลการประเมินที่สูงขึ้นในฐานะบุคลากรสำคัญ

บทที่ 4 พลังแห่งการเติบโต เพื่อเป็นความหวังให้กับบริษัท

หลังปกหนังสือ จริงๆแล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา

ประสบการณ์ของฮิเดโกะ ฮามาดะที่เคยทำงานเกี่ยวกับบริษัทพัฒนาบุคลากร เคยให้การอบรมพนักงานในตำแหน่งสาขาต่างๆ ทั้งยังสอนเรื่องวิธีการนำเสนองาน วิธีการสื่อสาร และเขียนหนังสือแนะแนวเกี่ยวกับชีวิตการทำงานไว้หลายเล่ม ผมจึงมั่นใจได้ว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ตอบโจทย์พวกเราหลายๆคนแน่นอน

 แม้เรื่องเหล่านี้เราอาจเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าเราได้เริ่มต้นเรียนรู้ก่อน เพราะยุคสมัยใหม่นี้การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ถ้าหากเราช้าไปแม้เพียงนิดเดียวก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงแล้ว ปัญหาในที่ทำงานจึงเป็นเรื่องรอช้าไม่ได้ ทั้งเรื่องเนื้องานและเรื่องความสัมพันธ์ของคนในแผนก

เนื้อหาในบทที่ 1 จะเกี่ยวข้องกับ Hou Ren Sou หมายถึงการรู้จักรายงานความคืบหน้าของการทำงานให้หัวหน้าได้ทราบโดยที่ไม่ต้องให้หัวหน้าเป็นฝ่ายถาม และรู้จักเวลาที่ควรรายงานด้วย เผื่อจะนำข้อมูลไปใช้ในการประชุมได้ทัน แม้จะดูเป็นเรื่องเสียเวลา แต่ก็ถือว่าทำให้เรามีโอกาสได้รับผลการประเมินในทางที่ดี

รวมถึงอยากให้พูดรายงานหัวหน้าตามความเป็นจริง โดยไม่มีความเห็นส่วนตัวมาปะปน จริงอยู่ที่บางครั้งเราต้องรายงานผลกระทบในทางลบที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเป็นผู้รับผิดชอบหลัก การบอกอะไรไปตรงๆอาจทำให้เราถูกตำหนิได้ แต่เราต้องเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย แล้วกล่าวขอโทษเป็นการปิดท้าย เพราะบางครั้งปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นหากมัวแต่ปกปิดความผิดนานวันเข้าอาจส่งผลร้ายแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ วันเวลาแห่งการทำงานก็ขาดประสิทธิภาพและหมดไปกับความหวาดระแวงความผิดของตนเอง

คำคมสั้นๆภายในเล่ม

เนื้อหาในบทที่ 2 การวางตัวเป็นผู้ใหญ่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับขององค์กร จะกล่าวถึงการวางตัวในที่ทำงานในประเด็นที่เราอาจจะรู้อยุ่แล้ว เพียงแต่ความเครียด ความกดดันในที่ทำงานอาจทำให้เราน็อตหลุดไปได้ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ทั้งเรื่องรู้จักสบตากับผู้พูด พูดให้ชัดถ้อยชัดคำเพื่อแสดงถึงความมั่นใจ รู้จักฟังให้จบก่อนแล้วค่อยพูดแทรก ถ้ารีบจริงๆเพราะต้องไปประชุมหรือพบลูกค้าก็ขอให้บอกเหตุผลคู่สนทนาไปตามจริง 

รู้จักการใช้คำพูด เราจะไม่ใช้คำพูดว่า “แต่” ในการยกเหตุผล เราจะใช้คำอื่นแทน เพราะคำว่า แต่ สร้างความรู้สึกปฏิเสธกับคู่สนทนาได้ หัวหน้ามักจะพูดติดปากว่าอยากให้คิดเยอะๆ ไม่ได้หมายความว่าให้เราคิดอะไรให้มากๆ แต่หมายถึงอยากให้ตอบในสิ่งที่หัวหน้าคาดหวัง หรือถ้าหากจำเป็นต้องตอบเป็นอย่างอื่น ก็ต้องรู้จักปฏิเสธเช่นกัน รวมถึงการแต่งกายที่เหมาะสม จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อยก็เป็นการันตีถึงประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน หัวหน้าจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลว่างานของเราจะล่าช้า ไม่เป็นระบบระเบียบ

อีกเรื่องหนึ่งที่หัวหน้ามักเป็นกังวลเช่นกันคือเรื่องของการที่คาดหวังว่าลูกน้องต้องเก่งขึ้นหลังจากถูกตำหนิ ลูกน้องแค่เพียงแสดงความตั้งใจฟังคำตักเตือน ยอมรับความผิดพลาด ขอบคุณในคำชี้แนะ เพียงเท่านี้หัวหน้าก็จะได้ไม่คาใจอีก และหัวหน้าเองก็อยากให้เข้าใจจากการพูดเพียงครั้งเดียว ถ้าลูกน้องไม่เข้าใจตรงส่วนไหนขอให้รีบพูดคุยให้เข้าใจ

คำคมสั้นๆภายในเล่ม

เนื้อหาในบทที่ 3 พลังในการทำงาน รู้จักทำงานได้ด้วยตัวเอง เพื่อผลประเมินที่สูงขึ้น ในประเด็นนี้หัวหน้ามักจะมีความคาดหวังว่าลูกน้องอาสาเสนอตัวทำงานเอง โดยไม่ต้องให้ไล่ชี้ตัว แม้งานจะยาก ทาทายความสามารถของเรา แต่เราก็สามารถบอกกับหัวหน้าได้ว่าเรายินดีที่จะทำงานนี้แต่ขอให้หัวหน้าช่วยชี้แนะให้คำปรึกษาด้วย เพื่อสร้างความประทับใจและเป็นคนสำคัญในสายตาของหัวหน้า รู้จักทำผลงานออกมาให้ดี โดยเป็นงานที่วัดผลเป็นตัวเลขได้ รู้จักชี้แจงแนวคิดในการทำงาน ไม่ใช่เอาแต่อ้างว่าทำไม่ได้ อยากให้ทำงานทันทีที่มอบคำสั่งไปแล้ว รวมทั้งอยากให้รู้จักการวางแผนก่อนเริ่มทำงาน

ส่วนเนื้อหาในบทสุดท้ายจะพูดถึงพลังแห่งการเติบโต เพื่อเป็นความหวังให้กับองค์กร เรามักจะได้ยินหัวหน้ามักพูดว่าอยากให้ลูกน้องมีวิสัยทัศน์มากขึ้น ในที่นี้หมายถึงอยากให้ลูกน้องเข้าใจความต้องการของหัวหน้าบ้าง เพราะหัวหน้ามีงานที่ต้องทำเยอะมาก วิธีที่ง่ายที่สุดที่เราจะเข้าใจหัวหน้าก็คือช่วยหัวหน้าทำงาน แต่นั่นหมายถึงเราต้องทำงานของเราดีแล้ว สำเร็จลุล่วงแล้วจนเป็นที่ไว้วางใจของหัวหน้า โดยเฉพาะงานที่จัดตารางทำงานของคนในทีม การต่อรองภายในทีม สอนงานรุ่นน้อง เป็นต้น โดยเป็นการทำงานที่เป็นไปด้วยความทะเยอทะยานเพื่อการเป็นหัวหน้าทีมในภายภาคหน้า หรือไม่ก็ถ้าไม่อยากเป็นหัวหน้าก็ต้องเป็นลูกน้องมืออาชีพ หมายถึงทำงานได้เอง คิดได้เอง มีความสามารถสูงในสายงานตน แก้ปัญหาได้ดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน คนลักษณะจะเก่งพอที่จะออกจากงานไปทำอาชีพอิสระได้เอง คนแบบนี้แหละที่หัวหน้าขาดไม่ได้

คำคมสั้นๆภายในเล่ม

หากเราคิดว่าตนไม่มีความทะเยอทะยานพอจะเป็นหัวหน้าและทำงานไม่เก่งพอจะเป็นมืออาชีพ ก็มีโอกาสสูงที่จะไม่เจริญในหน้าที่การงาน เพราะการตั้งใจทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียวก็เลือกใช้พนักงานชั่วคราวได้เหมือนกัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงถูกปลดออกจากงานได้หากเราไม่มีคุณค่าต่อองค์กรอย่างที่เขาต้องการ

นี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้อยากถ่ายทอดออกมาทั้งความต้องการของคนเป็นหัวหน้าและลูกน้อง ในความเป็นจริงแล้วหัวหน้าจะต้องรับผิดชอบอยู่หลายอย่างจนยากที่จะเข้าใจความรู้สึกของลูกน้อง คนเป็นลูกน้องจึงต้องปรับตัว ผู้เขียนหนังสืออย่างฮิเดโกะ ฮามาดะเองก็เข้าใจความทุกข์ของลูกน้อง แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สู้เอาโอกาสนี้ไปแสวงหาความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอาจมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า แม้จะไม่สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มพยายาม

Office Worker

ในยุคที่คนทำงานกำลังถูกเปรียบเทียบกับ AI เช่นนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ด้วยทริคที่หนังสือเล่มนี้ได้มอบให้ก็นับว่าควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคนเป็นลูกน้องและคนที่เป็นหัวหน้าครับ

ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานประจำทุกคนครับ

จริงๆแล้ว เจ้านายต้องการอะไรจากเรากันแน่ หาซื้อได้แล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

 เครดิตภาพ

ภาพปก โดยผู้เขียน

ภาพที่ 1 / 2 / 3 / 4 / 5 โดยผู้เขียน

ภาพที่ 6 โดย Pixabay

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

Cr.trueid

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

TopBack to Top