Casterbook

รีวิว หนังสือ นิยาย นิทาน ฯลฯ

Casterbook ความรู้ หมดไฟในชีวิต ทำไงดี?

หมดไฟในชีวิต ทำไงดี?


หมดไฟในชีวิต ทำไงดี?

 burn outหมดไฟ

ในยุคปัจจุบันที่วิถีชีวิตของเราเกือบทุกคน จะต้องแข่งขันกับเวลา จนบางคนเร่งเครื่องยนต์แห่งชีวิตจนอืดไปเลยก็มี แถวบ้านผมเรียกภาวะหมดไฟ หรือกล่าวง่าย ๆ คือ ใช้ชีวิตผ่านการทำงานไปวัน ๆ ไฟในตัวนี่ใกล้มอดลงไปเต็มที หาน้ำมันมาราดคิดว่ายากมากที่จะจุดติด

ในเบื้องต้นผมอยากให้คุณถามตัวเอง

1. ถ้าคุณว่าชีวิตคุณก็แค่หายใจไปวัน ๆ

breathหายใจทิ้งไปวัน ๆ ก็เหนื่อยแล้ว

ลองกลั้นหายใจดูว่าทำได้หรือไม่? ถ้าไม่ได้โปรดหายใจต่อ แล้วหยุดคิดว่า ชีวิตคุณมีแค่เกิดมาเพื่อตัวคุณเองคนเดียว

2. เปลี่ยนจากความคิดว่า คุณมีชีวิตอยู่เพื่อตัวคุณเอง เป็นการมีชีวิตอยู่เพื่ออีกคน นั่นแปลว่าให้ทำงาน+ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น และคุณจะรู้สึกว่างานเรามันมีค่าเพื่อคนอื่นนะ ไม่ใช่แค่ตัวเอง

3. ถ้าคุณทำตามที่ผมบอกได้ 1 และ 2 คุณจะรู้สึกว่าเวลาทำไมมันเดินไวจัง อยากได้วันเวลาสัก 36/48 ชั่วโมงต่อวันจริง ๆ แต่ความจริง คือ เรามีต้นทุน 24 ชั่วโมงเท่ากัน บริหารจัดการดี ๆ หักออก 8 ชั่วโมงคือพักผ่อน 24-8 = 16 หัก อีก 8 เป็นการทำงาน เหลืออีกเพียง 8 ไหนจะกิน มือถือ เม้าท์แตกหมดเวลาแล้วต่อวัน ถ้ายิ่งต้องออกกำลังกาย 2-3 ชั่วโมง พูดเลยไม่พอ และถ้าคุณมีแฟนหรือครอบครัวให้ต้องรับผิดชอบ ถามจริง ๆ 24 ชั่วไม่พอ แต่บทบังคับคือต้องบริหารให้พอ โดยต้องไม่กระทบต่อความรับผิดชอบหลัก กรณีผมเองต้องมีวินัยเรื่องกายภาพด้วย บางคนมองก็ถือเป็นการออกกำลังกาย ไม่ครับแยกกัน กายภาพคือฟื้นฟู ออกกำลังกายคือทำให้ร่างกายที่มีอยู่แข็งแรง เมื่อเหตุผลต่างกัน มันจึงแทนกันไม่ได้ ไหนจะงานหลัก งานวิจัยอีก – ถ้ามัวแต่บ่นว่าเวลาไม่พอ นั่นแปลว่าผมเริ่มสนุกกับการใช้เวลา 24 ชั่วโมงให้คุ้มแล้ว ที่เหลือคือการบริหารเวลาล้วน ๆ ไม่มีวัวปน

Advertisement

Advertisement

time managementบริหารเวลา

4. ถ้าคุณผ่านข้อ 1-3 แล้วสิ่งที่ฝรั่งชอบพูดว่า “thanks God it’s Friday-> จะกลายเป็น Thanks God it’s Monday เพราะคุณจะมองว่างานที่กำลังทำอยู่นั้น มันมีประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่า งานของตนมันไม่มีทางทำเพื่อคนอื่นเลย เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว มองดี ๆ คุณไม่ได้ทำงานเพื่อคนอื่นเลยเหรอ ลูกน้องเอย ครอบครัวเอย สังคมใกล้เคียง รวมถึงชื่อเสียงของทำเลสถานประกอบการที่ตั้ง คุณจะยังปฏิเสธอยู่อีกหรือ? ต่อจากนี้ ผมฝากไปถึงบรรดานักศึกษา ป.เอก/คนที่กำลังตามหาฝันของตัวเองอยู่ แต่คิดว่ากำลังหมดไฟในไม่ช้า  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคุณมุ่งเป้าหมายเกินไปหรือไม่? นี่อาจทำให้คุณพยายามกดดันตัวเองว่าต้องจบ ไม่จบจะทำให้ตัวคุณเองเสียใจ ครอบครัว ที่ทำงานเสียใจ จริง ๆ แล้ว เป้าหมายมันเป็นสิ่งดีนะครับ แต่คุณอาจหลงลืมไปว่า วิธีการ/กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายมันสำคัญกว่า ยกตัวอย่าง คุณฝันจะลดน้ำหนัก มีภาพตัวเองถ่ายเซลฟี่หุ่นเซ็กซี่ จนทำให้กิจวัตรประจำวันแต่ละวัน คุณต้องฝืนตัวเองอย่างมาก อดอาหาร ออกกำลังกาย -> เชื่อผมเถอะมันต้องมีสักวันที่เป็น Cheat day แล้วท้ายที่สุดคุณต้องมาเริ่มนับแผนใหม่ทุก ๆ ต้นปีว่า “ปีนี้จะต้องลดน้ำหนักให้ได้”! เป้าหมายเดิม แต่ตั้งใจใหม่ทุกปี 

Advertisement

Advertisement

get boredเบื่อไหม? เป้าหมายเดิม แต่เริ่มใหม่ทุกปี

ผมขออนุญาตยกคำในหนังสือ otomic habit มานะครับว่า ถ้าคิดจะเป็นนักบาสที่ดี+เก่ง มัวแต่จ้องป้ายคะแนน ไม่มีทางที่จะดีได้ ในทางกลับกัน ฝึกซ้อมให้ดีในแต่ละวัน เท่ากับว่าคุณกำลังทำแต้มที่มองไม่เห็น และเชื่อนะครับว่าคะแนนดังกล่าว จะทำหน้าที่พาคุณไปถึงผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังเอง 

ทางที่ดีลงมือทำทุก ๆ วันทีละนิด เช่น ทานอาหารให้เป็นประโยชน์  ออกกำลังกายจนกลายเป็นนิสัย แล้วผลลัพธ์ที่คุณต้องการ จะเกิดจากนิสัยที่คุณเปลี่ยนในแต่ละวัน แม้ว่าผมจะไม่กล้าการันตีว่าจริง แต่ตอนนี้หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด คุณดูสิครับผมเขียนบทความมาแล้วทั้งสิ้น 100 กว่าชิ้น ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากการโหมเขียนวันละ 100 หน้า แต่มัน คือ การสร้างนิสัยรักการเขียน ที่ผลจากนิสัยรักการอ่าน แล้วการเขียนแต่ละหน้าทำให้ผมมีทักษะการเขียน ที่จะประยุกต์ใช้กับงานวิจัยที่ผมต้องทำให้สำเร็จอีก 2 โครงการภายใต้ข้อจำกัดของร่างกาย 

rest

เหนื่อยก็พัก อย่ามาขออีกนิด

เพราะยิ่งขออีกนิด ผมอาจต้องนอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ หรือไม่ก็นอนในโลงไม่ต้องหายใจ บางคนมองว่าผมคิดบวกมาก จริง ๆ ไม่ใช่ครับผมเป็นพวก practically optimistic ไปแปลเอาครับผมแปลไทยไม่เพราะ เนื่องด้วยผมนึกเป็นภาษาอังกฤษง่ายกว่า
(รู้นะว่าคุณแอบคิด-หยั่มมา) 

ท้ายนี้คุณอาจจะถามผมว่า ผมรู้หรือครับว่าจะได้งานวิจัย ?- ใครจะไปรู้ ถ้ารู้ผมจะรับทำ 2 ชิ้นทำไมให้มันเหนื่อยเล่น ๆ ว่างงี้หรอ? แต่อย่างน้อยทักษะการเขียนมันในนี้กว่า 100 บทความ ก็ทำให้ทักษะดังกล่าวได้รับการฝึกฝนผ่านทรูนี่แหล่ะครับ และโชคดีที่มันสอดคล้องว่าการที่ผมอยู่ในบ้านหลังนี้เป็นปี ผลิตงานได้กว่า 100 ชิ้น นับประสาอะไรกับงานวิจัย ถ้าผมเขียนวันละหน้า 2 หน้า มันจะไม่ถึงร้อยก็ให้มันรู้ไป สิ่งที่ผมแอบหวั่นลึก ๆ คือ มันจะเกิน 100 หน้านี่สิ Ha Ha Ha ตลกร้ายสุด

สรุป เล่มวิจัยผมอาจจะถึง 300 กว่าหน้าเพราะใช้ตัวอักษร 50 ภาพประกอบอีกเป็นร้อย เนื้อมีอยู่นิดนึง คุ้มไหมกับงบเป็นล้าน?   

ท้ายนี้ขอบพระคุณภาพ

  • 1. ปกโดย Tim De Pauw จาก unsplash
  • 2. รูปที่ 1 โดย rawpixel.com จาก freepik
  • 3. รูปที่ 2 โดย brgfx จาก freepik
  • 4. รูปที่ 3 โดย macrovector จาก freepik
  • 5. รูปที่ 4 โดย cookie_studio จาก freepik
  • 6. รูปที่ 5 โดย katemangostar จาก freepik
  • 7. รูปที่ 6 โดย teksomolika จาก freepik
  • 8. แขกพิเศษ นุ้งแบงค์ ที่บังเอิญเจอใต้ตึกปราบฯ 2 … บทความนี้เพื่อน้องเลย ศิษย์เก่าสุดหล่อ (หรอ)

ปล. พูดให้หมั่นไส้เล่น ผมใช้เทคนิคนี้กับความรักด้วยแหล่ะ กล่าวคือ ผมกับแฟนฝันว่าจะได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ แต่ในขณะที่ยังไกลอยู่ผมกับแฟนต่างต้องทำนิสัยเป็นแฟนที่ดีของกันและกัน ทำให้นิสัยจะพาเราสองคนไปสู่เป้าหมาย – จบแบบขิง ๆ รู้นะอิจฉา แต่ทำไงได้ผมพูดความจริง แล้วผมต้องแคร์?

Do I need to care? แล้วผมต้องแคร์?

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

Cr.trueid

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

TopBack to Top